ด่านศุลกากรเชียงแสน ยินดีต้อนรับ Welcome to ChiangsaenCustoms ประวัติอำเภอเชียงแสน
ReadyPlanet.com
dot dot
ประวัติอำเภอเชียงแสน article

 

Stupa_and_Pillar_thum

ชื่อเมืองเชียงแสน นั้น เป็นชื่อที่ถูกเรียกกันมาในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนถึงปัจจุบัน แต่ในช่วงของการเริ่มก่อตั้งชุมชนนั้นตามที่ได้บันทึกไว้ในพงศาวดารหลายฉบับ จะมีเค้าโครงเรื่องในทางเดียวกัน กล่าวไว้ว่าเมื่อครั้งสมัยต้นพุทธกาล พระเจ้าสิงหนวัติ-กุมาร อพยพมาจากนครไทยเทศล่องลงมาตามลำน้ำโขง และตั้งบ้านแปลงเมืองโดยมีพญานาคช่วยขุดคูปราการเมือง ปรากฏชื่อ
เมืองว่า นาคพันธุ์สิงหนวัตินคร ต่อมาพระเจ้าสิงหนวัติ ได้รวบรวมดินแดนให้เป็นปึกแผ่น โดยรวมเอาชาวมิลักขุ และปราบปรามพวกขอมให้อยู่ใต้อำนาจ หลังจากนั้น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัตินคร หรือ เมืองโยนกนาคพันธุ์ ได้เจริญรุ่งเรืองและมีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาอีกหลายพระองค์ และแต่ละพระองค์ต่างก็ทรงเน้นในเรื่องการทำนุบำรุงพระศาสนาเป็นหลักเรื่อยมา


ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าพังคราช อำนาจของขอมแห่งเมืองอุโมงคเสลามีมากขึ้น สามารถรบชนะพระเจ้าพังคราชและถูกขับไล่ไปอยู่ที่เวียงสีทอง ครั้นต่อมาพระเจ้าพรหม ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพังคราช สามารถปราบปรามพวกขอมลงได้สำเร็จ จึงได้อัญเชิญพระเจ้าพังคราชกลับมาครองราชสมบัติที่เมืองโยนกนาคพันธุ์ตามเดิม จากนั้นอาณาเขตของเมืองนาคพันธุ์ได้แผ่ขยายกว้างออกไปอีก โดยไปสร้างเวียงไชยปราการ และพระเจ้าพรหมได้ทรงครองราชย์อยู่ที่นั่น ต่อมาในรัชกาลของพระเจ้าไชยศิริ เวียงไชยปราการก็ถูกรุกรานโดยกษัตริย์จากเมืองสะเทิม พระเจ้าไชยศิริเห็นว่าสู้ไม่ได้ จึงอพยพไปอยู่ที่เวียงกำแพงเพชรส่วนทางเมืองโยนกนาคพันธุ์นั้น ก็ยังคงมีกษัตริย์ปกครองต่อมา จนถึงรัชกาลของพระเจ้ามหาชัยชนะ ก็เกิดเหตุอาเพศ เมืองล่มจนกลายเป็นหนองน้ำไป

เรื่องราวของเมืองโยนกนาคพันธุ์ที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเพียงพงศาวดาร แต่การถือกำเนิดขึ้นของเมืองเชียงแสนที่ชัดเจนนั้นน่าจะอยู่ในรัชสมัยของพญามังราย เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ คำว่า "เชียง" นั้นเป็นภาษาของชนเผ่าไตโบราณ ที่เรียกชื่อเมืองหรือมีขนาดใหญ่ระดับเมืองว่า "เวียง" หรือ "เชียง" เช่น เชียงขวาง,เชียงลุ้ง,เชียงตุง,เชียงม่วนเหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นคำว่า "เชียงแสน" น่าจะมีความหมายว่า "เมืองของแสน" และคำว่า "แสน" นั้นน่าจะมาจากพระนามของพระ-เจ้าแสนภู ผู้เป็นพระราชนัดดาของ พญามังราย ซึ่งใน "พงศาวดารโยนก" ของพระยาประกิจกรจักร( แช่ม บุญนาค )ฉบับพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2504 หน้า309 มีความว่า "ให้ขุดคูและก่อปราการพระนครสามด้าน แต่ด้านตะวันออกเว้นไว้ เอาแม่น้ำเป็นคูของปราการเวียงตั้งพิธีฝังหลักเมืองในวันศุกร์ เดือน 7 ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช 690 ยามแตรค่ำ ไว้ลัคนาราศีตุล วงปราการด้านหลัง700วา ด้านยาวไปตามแม่น้ำของ( โขง ) 1500 วา" ได้บันทึกไว้ไว้
ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.1831 พญามังรายพระราชอัยกา , พญาไชยสงครามพระราชบิดา ของพระเจ้าแสนภู ทรงโปรดให้พระองค์เดินทางไปสำรวจทำเลที่จะสร้างเมืองขึ้นอีกเมืองหนึ่ง พร้อมด้วยข้าราชบริพารและราษฎรเมืองเชียงใหม่ ลำพูน เสด็จลงเรือแพล่องไปตามลำน้ำกก 7 วัน 7 คืน จนถึง"สบกก" อันเป็นปากแม่น้ำไหลมาประจบกับแม่น้ำโขง จึงโปรดให้ตั้งค่ายพักแรมขึ้นชั่วคราว( ปัจจุบันตั้งอยู่บริเวณเชียงแสนน้อย ) หลังจากสำรวจบริเวณนั้นอย่างถี่ถ้วนแล้ว ทรงเห็นว่าบริเวณหนึ่งห่างจากเวียงสาไปประมาณ 7 กิโลเมตรทางทิศเหนือ มีความเหมาะสมหลายอย่างที่น่าจะสร้างบ้านแปลงเมืองได้ ดังนั้น"เวียงเก่า"หรือ"เชียงแสน"จึงฟื้นคืนเป็นบ้านเป็นเมืองอีกครั้ง
ต่อมาพญาไชยสงครามพระราชบิดาของพระเจ้าแสนภูถึงทิวงคต ณ. เมืองเชียงใหม่ แผ่นดินจึงว่างกษัตริย์ พระเจ้าแสนภูจำต้องเสด็จกลับไปปกครองเมืองเชียงใหม่ กาลต่อมาเมื่อพญาคำฟูพระราชโอรสเติบใหญ่ จึงทรงให้เสวยราชย์แทนพระองค์ พระเจ้าแสนภูทรงผูกพันกับเมืองเชียงแสนในฐานะที่พระองค์ทรงสร้างและทำนุบำรุงด้วยดีมาตลอด จึงทรงเสด็จกลับไปปกครองดูแล
เมืองเชียงแสนอีกครั้ง เมื่อปีพ.ศ.1875 จวบจนสิ้นพระชนม์เมื่อปีพ.ศ.1877ขณะมีพระชนมายุได้ 60 พระชันษา จากนั้นพระเจ้าคำฟูทรงย้ายจากเชียงใหม่มาประทับที่เมืองเชียงแสนตลอดรัชกาล แต่หลังจากสมัยพระเจ้าคำฟูแล้ว เมืองเชียงแสนคงลดฐานะลงเป็นเมืองอุปราชเท่านั้น เพราะรัชกาลพระเจ้าผายู โปรดให้พระเจ้ากือนาราชโอรส มาปกครองเมืองเชียงแสนแทน หลังจากนั้นตั้ง
แต่รัชสมัยพระเจ้ากือนาเป็นต้นมา เมืองเชียงแสนก็ถูกลดฐานะลงไปอีก เพราะกษัตริย์ในรัชกาลต่อๆมา ทรงแต่งตั้งเพียงพระราชวงศ์หรือขุนนางที่มีความดีความชอบ ขึ้นมาปกครองในฐานะเจ้าเมืองแทน ทำให้เมืองเชียงแสนคงอยู่ในฐานะหัวเมืองหนึ่งเท่านั้นอย่างไรก็ตาม แม้ว่าเมืองเชียงแสนจะถูกลดฐานะเป็นเพียงหัวเมือง แต่ผู้ปกครองเมืองเชียงแสนต่างก็ทำนุบำรุงบ้านเมืองและศาสนา
สร้างวัดวาอารามมากมาย ซึ่งในปัจจุบันยังคงปรากฏซากวัดร้างในกำแพงเมืองเก่ามากถึง 75 วัดและนอกกำแพงเมืองอีก 66 วัดซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสนเป็นอย่างสูงในอดีต
จนกระทั่งราวปีพ.ศ.2100 เมืองเชียงแสนก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า พร้อมกับเมืองเชียงใหม่และอีกหลายเมืองในอาณาจักรล้านนา ต่อมาราวปีพ.ศ.2143 ในรัชกาลของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจ้าเมืองเชียงใหม่ มังธนาช่อ ยอมสวามิภักดิ์ต่อกรุงศรีอยุธยา พระนเรศวรโปรดฯให้จัดการปกครองเมืองเชียงใหม่และให้ ออกญารามเดโชไปครองเมืองเชียงแสนเมืองเชียงแสนอยู่ภายใต้ขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาได้ไม่นาน ก็ต้องยอมอ่อนน้อมต่อพม่าอีกครั้ง จากนั้นพม่าก็แต่งตั้งขุนนางมาปกครองโดยตลอด บางครั้งก็มีกระแสการพยายามจะปลดแอกอำนาจพม่าของชาวพื้นเมือง เช่นกรณีของเทพสิงห์ และน้อยวิสุทธิ์แห่งลำพูน ซึ่งสามารถตีเชียงแสนคืนได้ในราวปี พ.ศ.2300 แต่ไม่นานพม่าก็กลับเข้ามาปกครองเมืองเชียงแสนได้อีกจนกระทั่งราวปี พ.ศ.2347พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯ ให้เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ เจ้าพระยายมราชยกทัพขึ้นไปสมทบกับทัพจากเวียงจันท์ น่าน ลำปางและเชียงใหม่ รวมกำลังกันขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนเป็นผลสำเร็จ และกวาดต้อนผู้คนลงไปไว้ตามเมืองทั้งห้า การศึกครั้งนั้นเป็นผลให้เมืองเชียงแสนถูกเผาทำลายจนหมดความสำคัญลงไปมาก
ต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราวพ.ศ.2413มีชาวพม่า ลื้อ เขิน จากเมืองเชียงตุง และชาวไทยใหญ่จากเมืองหมอกใหม่ ได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงแสน เจ้าอุปราชราชวงศ์เมืองเชียงใหม่จึงมีหนังสือแจ้งไปยังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้อุปราชเมืองเชียงใหม่ไปแจ้งคนเหล่านั้น ให้อยู่ภายใต้การปกครองของเชียงใหม่ถ้าต้องการอาศัยอยู่ต่อไป แต่ไม่มีผู้ใดปฏิบัติตาม ดังนั้นราว พ.ศ.2417 จึงโปรดเกล้าให้เจ้าอินทรวิชยานนท์เมืองเชียงใหม่ และโปรดเกล้าฯให้เจ้าอินต๊ะ นำราษฎรจากลำพูน ลำปาง และเชียงใหม่ ขึ้นไปตั้งถิ่นฐานที่เชียงแสนแทน แล้วยกเจ้าอินต๊ะให้เป็นพระยาราชเดชดำรงเจ้าเมืองเชียงแสนในปี พ.ศ.2472ต่อมาถูกยุบฐานะกลับเป็นอำเภอเชียงแสน ภายใต้การปกครองของ
จังหวัดเชียงรายอีกครั้ง เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2500 ถึงปัจจุบัน

เมืองเชียงแสนที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงในอดีต ปัจจุบันคงเหลือเพียงซากโบราณสถานมากมายซึ่งมีประชาชนเข้าไปรุกล้ำปลุกสร้างบ้านเรือนปะปน ทั้งยังถูกทำลายจากการขุดหาของมีค่าต่างๆ เป็นที่น่าเสียดายที่เมืองประวัติศาสตร์อันสมควรที่จะได้รับการดูแลปกป้องรักษา เมืองโบราณสำคัญที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าโบราณสถานอื่นๆของประเทศไทย ที่น่าจะเป็นมรดกโลกเหมือน
สุโขทัย อยุธยา หรือกำแพงเพชร กลับยังไม่มีหน่วยงานใดๆเข้าไปดูแลจัดการเท่าที่ควร วันนี้เมืองเชียงแสนยังเป็นเมืองท่องเที่ยวเล็กๆอันเงียบสงบ วิถีชีวิตริมฝั่งโขงสามประเทศที่เรียบง่ายมนต์ขลังแห่งเมืองเก่า ที่มีเรื่องราวเล่าขานมากมาย อีกทั้งมรดกด้านศิลปะทรงคุณค่าที่บรรพบุรุษของเราได้ทิ้งไว้ให้ และธรรมชาติอันงดงาม วัตถุโบราณที่พบในอำเภอเชียงแสนนั้นเป็นสิ่งยืนยันถึง
ความรุ่งเรืองของเมืองเชียงแสนในครั้งอดีตทั้งในด้านศาสนาและงานศิลป์ ได้แก่ พระพุทธรูปที่ทำจากเนื้อสำริดที่มีอายุหลายร้อยปีหลากหลายศิลปะหลายสมัย ทั้งศิลปะลังกา สุโขทัย ตลอดจนสมัยอยุธยา ลวดลายชิ้นส่วนงานปูนปั้นที่ขุดพบต่างๆ ตลอดจนพระพิมพ์ต่างๆมากมาย ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เพื่อเป็นข้อมูลด้านการศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชนรุ่นหลังต่อไป

 

ในปี พ.ศ. 2413 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอินทวิชยานนท์ (พระเจ้านครเชียงใหม่) ได้ทรงส่งใบบอกข้อราชการไปยังกรุงเทพมหานครว่า มีชาวพม่า ไทลื้อ และไทเขินจากเมืองเชียงตุงประมาณ 300 ครอบครัวได้อพยพลงมาอยู่เมืองเชียงแสนและตั้งตนเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของสยามและล้านนา จึงแต่งคนไปว่ากล่าวให้ถอยออกจากเมือง ถ้าอยากจะอยู่ ให้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเมืองเชียงรายและนครเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผล ไม่มีใครยอมออกไป

ในปี พ.ศ. 2417 พระเจ้านครเชียงใหม่จึงทรงเกณฑ์กำลัง 4,500 คน จากเมืองต่าง ๆ ยกทัพจากนครเชียงใหม่มาเมืองเชียงรายและ เมืองเชียงแสน ไล่ชนเหล่านั้นออกจากเมืองเชียงแสน จึงทำให้เชียงแสนกลายเป็นเมืองร้าง จนถึงปี พ.ศ. 2423 ได้ทรงให้เจ้าอินต๊ะ ราชโอรสในพระเจ้าบุญมาเมือง พระเจ้าผู้ครองนครลำพูนมาเป็นเจ้าเมือง (ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์) องค์แรก และให้พระเจ้าผู้ครองนครลำพูนทรงเกณฑ์ราษฎรจากหลาย ๆ เมืองประมาณ 1,500 ครอบครัว ขึ้นมาตั้งรกราก "ปักซั้งตั้งถิ่น" อยู่ที่เมืองเชียงแสนจวบจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2442 ทางราชการได้ย้ายศูนย์การปกครองเมืองไปอยู่ที่ตำบลกาสา เรียกชื่อว่า อำเภอเชียงแสน ส่วนบริเวณเมืองเชียงแสนเดิมถูกยุบลงเป็น กิ่งอำเภอเชียงแสนหลวง ขึ้นกับอำเภอเชียงแสน และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น กิ่งอำเภอเชียงแสน ในปี พ.ศ. 2482 (โดยอำเภอเชียงแสนซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกาสานั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอแม่จันแทน) จนกระทั่งได้รับการยกฐานะเป็น อำเภอเชียงแสน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา

ที่มา http://amphurchiangsaen.com




ข้อมูลเกี่ยวกับด่านฯ

พื้นที่ความรับผิดชอบของด่านฯ article
เส้นทางการค้า article
ประวัติด่านฯ เชียงแสน article
รายนามนายด่านศุลกากรเชียงแสน



bulletถวายพระพรออนไลน์
dot
dot
bulletสำนักพระราชวัง
bulletกระทรวงการคลัง
bulletกรมศุลกากร
dot
dot
bulletLogin เข้าสู่ฐานข้อมูล
bulletการรายงานเรือเข้า
dot
dot
bullete-Customs
bulletประกาศกรม/กระทรวง
bulletอัตราแลกเปลี่ยน
bulletของต้องห้ามต้องกำกัด
bulletข่าวสมัครงานกรมศุลกากร
dot
dot
bulletกรมศุลกากร
bulletสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3
bulletด่านศุลกากรท่าอากาศยานเชียงใหม่
bulletด่านศุลกากรแม่สาย
bulletด่านศุลกากรแม่สอด
bulletด่านศุลกากรเชียงของ
bulletด่านศุลกากรแม่ฮ่องสอน
bulletด่านศุลกากรเชียงดาว
bulletด่านศุลกากรแม่สะเรียง
bulletด่านศุลกากรทุ่งช้าง
dot
dot
bulletกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
bulletสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
bulletสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
bulletกรมการค้าต่างประเทศ
bulletกรมปศุสัตว์
bulletกรมประมง
dot
dot
bulletจังหวัดเชียงราย
bulletอำเภอเชียงแสน
bulletด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน
dot
dot
bulletกระทรวงกลาโหม
bulletกระทรวงการคลัง
bulletกระทรวงพาณิชย์
bulletสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
bulletสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
bulletกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)
bulletกรมส่งเสริมการส่งออก
bulletกรมสรรพากร
bulletกรมสรรพสามิต
bulletสำนักงาน ก.พ.
bulletราชบัณฑิตยสถาน
dot
dot
bulletธรรมะไทย
bulletสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
bulletเว็บไทยดีดี(การสร้างเว็บ)
bulletศูนย์ประสานงานทรัพย์สินทางปัญญา(Customs)
dot
dot
bulletเชียงรายโฟกัส
dot
WEB MAIL
dot
bulletHOTMAIL
bulletYAHOO
bulletGMAIL

ผู้ใช้ออนไลน์
ค้นหาด้วย Google
สารบัญบริการภาครัฐ
ราชกิจจานุเบกษา
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา


Copyright © 2016 All Rights Reserved.
https://backend.info.go.th/Account/Login?ReturnUrl=%2FBackOffice%2FCitizenGuide%3Fstatus%3D2
ด่านศุลกากรเชียงแสน ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 57150 โทร.053-777097, 053-777098 แฟกซ์ 053-777462
CALL CENTER : 053-777097, 053-777098 FAX : 053-777462
EMAIL ADDRESS : 74140000@customs.go.th